ทีนี้พูดเรื่องทุกข์ ทำยังไงเราจะพ้นทุกข์ได้ คนในโลกเกลียดทุกข์ กลัวทุกข์ ไม่ว่าจะเกลียดทุกข์ยังไงก็หนีทุกข์ไม่พ้น เพราะว่าทุกข์มันอยู่ที่ร่างกายจิตใจของเรา หนีไปต่างดาวก็เอาร่างกายเอาจิตใจของเราไปด้วย มันก็เอาของทุกข์ไปด้วยนั่นแหละ เพราะฉะนั้นจริงๆ ทุกข์นะเป็นสิ่งที่หนีไม่ได้ จะหนีได้ยังไง…ทุกข์มันอยู่ที่กายที่ใจของเรา พระพุทธเจ้าเลยสอนเรา ‘ให้รู้ทุกข์ เรียนรู้มันเข้าไป’ เหมือนทุกข์…เหมือนเป็นโรคร้ายที่อยู่ในร่างกายในจิตใจของเรา มัวแต่หนีมันไม่มีวันชนะ…แล้วก็หนีไม่รอด ท่านบอกให้เรียนรู้มัน ความทุกข์ในร่างกาย ความทุกข์ในจิตใจมันเกิดมาได้ยังไง
ถ้าเรารู้สาเหตุของมัน แล้วเราละที่สาเหตุ…เราก็จะดับความทุกข์ได้ แต่ถ้าเราพยายามจะไปดับตัวทุกข์เนี่ยไม่มีทางดับได้ ‘ตัวทุกข์’ มันเป็นแค่ผลของเหตุ…เหตุของทุกข์ อย่างที่เรามีร่างกายขึ้นมา เรามีกรรมส่งผลมาให้เราเกิด มีชนกกรรมส่งผลให้เรามาเกิดมีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์มันก็มีมาตรฐานของมนุษย์ มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตายหนีไม่พ้น เมื่อหนีไม่พ้นแล้วเราอยากหนี เราอยากไม่แก่ เราอยากไม่เจ็บ เราอยากไม่ตาย สิ่งที่เราจะได้ก็คือความกลุ้มใจ ความทุกข์ใจ ร่างกายเราเป็นทุกข์ตามธรรมชาติ แต่เมื่อเรายอมรับความจริงไม่ได้ว่าร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ความทุกข์อันนั้นก็เข้ามาถึงจิตใจเรา
อย่างเราอยากไม่แก่…กลุ้มใจนะ ทำยังไงจะไม่แก่ พยายาม…หนังเหี่ยวก็ไปดึงหนัง ผมหงอกก็ไปย้อมผม ฟันหลุดแล้วก็ไปทำฟันปลอมอะไรอย่างนี้…พยายาม นี่ถ้าเปลี่ยนอวัยวะต่างๆ ได้ทุกอย่างนะ คงมีคนเปลี่ยนให้เป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดกาล เอาเข้าจริงมันหนีไปไม่รอดหรอก มันแค่หลอกตาเท่านั้นเอง อย่างเราแก่แล้วเราไปดึงหนังให้ตึงนะ มันหลอกตาว่ายังหนุ่มยังสาว แต่ว่าร่างกายภายในมันหลอกไม่ได้ หลอกตัวเองไม่ได้ จะให้เราเดินคล่องแคล่วว่องไวเหมือนหนุ่มเหมือนสาวมันทำไม่ได้ ดีไม่ดีหัวทิ่มเลย
เพราะฉะนั้นเราไปแก้ความแก่ ความเจ็บ ความตายอะไรไม่ได้จริง ถ้าเรายอมรับไม่ได้…เราจะทุกข์ อย่างพอเราแก่เรายอมรับไม่ได้…เรากลุ้มใจ นึกถึงผมหงอกเส้นแรกที่พวกเรามีนะ บางคนอาจจะยังไม่มีแต่ดูหน้าตาแล้วน่าจะมี นึกถึงตอนที่เราเจอผมหงอกเส้นแรกใจเราหวั่นไหวไหม…หรือดีใจ โอ้…ธรรมะแสดงตัวให้ดูแล้ว พระพุทธเจ้าสอนความจริงเกิดแล้วต้องแก่…รู้สึกไหม ไม่รู้สึกหรอก รู้สึกตกใจ ตายแล้ว…ผมหงอกแล้ว ทำไงดี มีเส้นเดียวแอบถอนออกไป คนอื่นจะได้ดูดีว่าเรายังไม่แก่ เหมือนมันแค่หลอก หลอกตัวเองหลอกคนอื่นไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น เพราะความจริง…หนีความจริงไม่พ้นนะ
ถ้าเราแก่ แล้วเราไม่อยากแก่หรือเรากลัวจะแก่เราจะกลุ้มใจ…เห็นไหม ความทุกข์มันเข้ามาที่ใจเรา เพราะเรายอมรับความจริงไม่ได้ เราอยากในสิ่งซึ่งไม่เป็นจริง…‘ตัณหา’ ที่ทำให้เรามีความทุกข์เพราะมันเป็นความอยากซึ่งไม่จริง อยากไม่แก่เนี่ยมันเป็นเรื่องไม่จริง มันไม่มีทางเป็นไปได้…มันก็ทุกข์ อยากไม่เจ็บไข้ได้ป่วยมันเป็นเรื่องไม่จริงอ่ะ มันก็ทุกข์ ยังไงมันก็ไม่สมอยาก อยากไม่ตายมันก็ไม่สมจริง…ยังไงก็ต้องตาย
ฉะนั้นเวลา ‘ความอยากเกิด’ สังเกตให้ดี มันล้วนแต่เป็นของซึ่งไม่จริงทั้งนั้น ถ้าเราไม่แก่อยู่แล้ว ไม่เจ็บ ไม่ตายเป็นอมตะอยู่ได้ เราจะอยากไม่ตายไหม…ไม่นะ เพราะเราไม่ตายอยู่แล้วเนี่ย เราจะไม่อยากไม่ตาย แต่พออยู่ไปนานๆ เบื่อแล้วอยากตายคราวนี้ อยู่มานานแล้วคนรู้จักก็ตายไปหมดแล้วเรายังอมตะอยู่คนเดียวไม่อยากอยู่ละคราวนี้…อยากตายแล้ว อยากตายก็ผิดธรรมชาติอีกแล้วเพราะตัวเองไม่ตาย ได้รับพรจากพระศิวะมาแล้วก็เป็นอมตะไม่ตาย สังเกตให้ดีนะความอยากทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่เป็น ‘ของที่ไม่มี ถ้ามีแล้วมันก็ไม่อยาก’
ถ้าเราทำกรรมฐานเราก็เรียนรู้ความจริง การทำกรรมฐานนั้นเพื่อ ‘เรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจไป’ อย่างร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เรารู้สึกอยู่ที่ร่างกายเรื่อยๆ ไป วันหนึ่งจิตเรายอมรับความจริงได้ว่าร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ฉะนั้นเวลาแก่…ใจจะไม่หวั่นไหว เวลาเจ็บ…จิตใจก็ไม่หวั่นไหว เวลาจะตาย…จิตใจก็ไม่หวั่นไหว ความทุกข์มันอยู่ได้แค่ร่างกาย แต่ความทุกข์เข้ามาไม่ถึงจิตใจ ถ้าจิตใจเข้าใจความจริงของร่างกายแล้วจะไม่ทุกข์เพราะร่างกาย อะไรจะเกิดในร่างกายเราก็เห็นว่า อ๋อ…มันธรรมดา ‘ธรรมดานั่นแหละธรรมะ’ เราเห็นธรรมดาของร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายนี่เราเห็นธรรมะนะ แล้วใจเรายอมรับธรรมะอันนี้ได้ ใจเราจะไม่ทุกข์
ในด้านจิตใจล่ะ จิตใจของเราสังเกตดู…เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้ายอยู่ทั้งวัน บางทีตอนเช้ามีความสุข ตอนสายหงุดหงิด ตอนเช้าตื่นนอนมาใหม่ๆ แหม…มีความสุข ตอนสายจะไปทำงานรถติดเยอะแยะเลยหรือฝนตก ฝนตกก็ด่าฝนไม่รู้จักตกให้เป็นเวล่ำเวลานะ โอ้…หาเรื่องกระทั่งกับฝน สังเกตไหมฝนมันชอบตกตอนจะเลิกงานนะ นิสัยเสีย รู้สึกเนี่ยแย่จังเลย ทำไมไม่ตกกลางคืนตอนเรานอนจะได้เย็นสบาย เห็นไหม…อยากอีกแล้ว พออยากแล้วไม่ได้อย่างอยากทุกข์แล้ว ที่จริงแค่อยากเฉยๆ ก็ทุกข์แล้วนะ อยากแล้วมันจะเกิดความลุ้น…ว่าจะได้อย่างที่อยากไหม ใจก็ทุกข์แล้ว อยากถูกหวยนี่ใจก็ทุกข์แล้ว ลุ้นเมื่อไหร่จะถูกเมื่อไหร่มันจะออก ถ้าออกแล้วมันจะถูกไหม…ถูกหรือจะถูกกิน เตรียมมาม่าไว้แล้วนะเป็นที่พึ่งสุดท้ายก่อนที่หวยจะออก เนี่ยเห็นไหมมันมีแต่เรื่องทุกข์นะ ใจที่อยากถูกหวยเนี่ยเห็นไหม กระวนกระวาย…กระวนกระวายมีความทุกข์แล้ว
ฉะนั้นจิตใจเรามันก็ต้องเจอความจริงก็คือ ‘ถ้ามันมีความอยากขึ้นเมื่อไหร่…มันจะมีความทุกข์ขึ้นทุกที’ มีความอยากเมื่อไหร่…ก็ทุกข์เมื่อนั้นแหละ อันนี้เป็นกฎของธรรมะนะ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้มา ความทุกข์เกิดเพราะสมุทัย ‘สมุทัย’ คืออะไร คือ ‘ตัณหา’ คือความอยากใช่ไหม เรามีความอยากเกี่ยวกับร่างกายเราก็ทุกข์แล้ว…ใจเราทุกข์แล้ว อยากไม่แก่เห็นไหม…ก็ทุกข์ อยากไม่เจ็บ…ก็ทุกข์ อยากไม่ตาย…ก็ทุกข์ ความอยากทางจิตใจเนี่ยเราอยากได้แต่ความสุข อยากให้สมหวังตลอดเวลา อยากให้มันไม่มีความผิดหวัง ไม่พลาดหวังอะไรอย่างนี้ หวัง…มีแต่ความอยากอย่างนี้
อยากได้อารมณ์ที่ดีคือได้ความสุข ได้กระทบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่ดี ได้คิดนึกแต่เรื่องดีๆ อยากอย่างนี้ อยากไม่กระทบ…อยากให้มันไม่กระทบอารมณ์ที่ไม่ดี อย่างอยากให้คนไม่ด่า อยากให้คนชมอย่างเดียวไม่มีคนด่าอะไรอย่างนี้ อยากให้คนสรรเสริญไม่มีคนนินทา อยากรวยอย่างเดียวไม่จน ต้องมีรายได้ดีตลอดกาลอะไรเเบบนี้ มีความอยากเกิดขึ้น ‘ใจที่มีความอยาก…ความทุกข์จะเกิดทันที’ อันนี้ไปสังเกตตัวเองว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าไม่จริงก็เลิกนับถือศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนไม่จริงจะไปนับถือทำไม แต่ถ้าเราไปสังเกตใจเรา…ทุกคราวที่อยาก ความอยากเกิดขึ้นใจมันกระวนกระวายนะ…ใจมันทุกข์ทันทีเลย ความดิ้นรน กระวนกระวายของจิตนั่นแหละเรียกว่า ‘ภพ’ ภพก็คือสังขาร คือความปรุงแต่งของจิต ดิ้นรนของจิต เพราะฉะนั้นตัณหาเป็นผู้สร้างภพ
แค่เราอยากปฏิบัตินะ อยากให้จิตสงบ แล้วก็ไปนั่งแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ให้มันเงียบๆ ให้มันซึมๆ เลยเนี่ย ถ้าดูเป็นแค่อยากจะสงบ อยากจะปฏิบัติก็ทุกข์เรียบร้อยแล้วนะ แต่ว่าความอยากมันมี 2 อย่าง
อันหนึ่ง (1) อยากไปตามใจกิเลส อันนั้นเรียกว่า ‘ตัณหา’
อันหนึ่ง (2) อยากไปในทางที่จะพ้นจากกิเลส เรียกว่า ‘ฉันทะ’
2 อัน ถ้าอยากตามใจกิเลสเนี่ยอย่าไปตามใจมัน ถ้าอยากในทางที่จะไปพ้นจากกิเลสให้ตามใจมัน ให้ทำไปเลย
ยกตัวอย่าง เราอยากนั่งสมาธิ อยากเดินจงกรม ถ้ามันอยากนั่งสมาธิเพราะว่ามันอยากดี ให้รู้ทันเลย…ใจมันอยากดี อยากสุข อยากสงบ อยากดี อยากมีฤทธิ์มีเดชอะไร นี่ทำด้วยกิเลส ทำด้วยตัณหา อย่าไปนั่งสมาธิเพราะเหตุเหล่านั้น อย่านั่งเลย ยิ่งนั่งจะยิ่งได้มิจฉาทิฏฐิมา จะได้หลงว่ากูเก่งกว่าคนอื่น กูมีฤทธิ์ มีเดช มีหูทิพย์ตาทิพย์ กูรู้อดีต กูรู้อนาคต… ‘กู’ ตัวเบ้อเร่อเลย แต่ถ้าเรานั่งสมาธิเดินจงกรมเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรนั่ง เพราะว่าถ้าเรานั่งไปเราจะได้ขัดเกลาจิตใจตัวเอง ได้เดินตามร่องรอยที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ จะได้ไปสู่ความพ้นทุกข์ในวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวย เพื่อโลก เพื่อสมบัติทางโลกๆ แต่เป็นเพื่อ ‘อริยทรัพย์’ ลองไปเปิดกูเกิ้ล (Google) ดูนะ อริยทรัพย์เป็นสิ่งที่เราต้องสะสม เราจะสะสมแต่ทรัพย์ทางโลกเป็นภาระของเรา สะสมไว้หลายบ้านนะ สะสมมีเงินมีทองลูกมันตีกันตายเลย ฆ่ากันก็มีนะ แทนที่พี่น้องมันจะรักกัน พ่อแม่มีมรดกมากมันฆ่ากันเลย ไม่มีความรักกันแล้วพี่น้อง ยิ่งมีเขย มีสะใภ้ มีลูกของตัวเอง ความเห็นแก่ตัวก็เพิ่มขึ้นๆ มีข่าวอยู่เรื่อยๆ แหละ บางตระกูลซ้อใหญ่ฆ่าซ้อเล็ก ซ้อเล็กวางแผนฆ่าซ้อกลาง…อะไรเนี่ย วุ่นวาย
เนี่ยเรื่องโลกๆ ถ้าเรามาหัดภาวนา เราจะเห็น…ตามรู้ตามดูจิตใจของเราไปเรื่อยๆ เราจะเห็น ‘ความสุข’ ที่คนทั้งหลายในโลกหิวอ่ะ…มันก็แค่ของชั่วคราว ความทุกข์ที่คนในโลกเขาเกลียด…มันก็แค่ของชั่วคราวนะ ความดีใจ ความเสียใจ ความสมหวัง ความผิดหวัง…ล้วนแต่ของชั่วคราวทั้งนั้นเลย สังเกตตัวเองไปเรื่อยๆ สังเกตไป แล้ววันหนึ่งจิตเรายอมรับความจริงได้ สุขเกิดแล้วก็ดับ ทุกข์เกิดแล้วก็ดับ กุศล อกุศลล้วนแต่เกิดแล้วดับทั้งนั้นเลย จิตที่ไปรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น
ถ้าเราเห็นอย่างนี้นะ เราก็จะไม่หิวความสุข เราก็จะไม่เกลียดความทุกข์ใจ เราเข้าสู่ความเป็นกลางในทุกๆ สถานการณ์ เวลาที่จิตใจเรามีความสุขขึ้นมา เราก็ไม่หลงลำพองว่า…ความสุขจะอยู่กับเราตลอด เวลาเราสมหวังเราก็ไม่คิดว่าเราจะต้องสมหวังตลอด อย่างเคสที่มีข่าวอื้อฉาวนะ…พอเป็นใหญ่เป็นโตก็คิดว่าจะต้องเป็นใหญ่เป็นโตตลอด ไม่มีใครทำอะไรได้ก็จะลำพอง แต่ถ้ารู้ว่าทุกอย่างมันไม่ยั่งยืนหรอก มันเป็นของชั่วคราว เวลาความสุขมา หรือได้ยศได้ศักดิ์อะไรมา เราก็รู้สึกมันของชั่วคราวไม่หลงลำพอง…ใจเราก็มีความสงบสุข เวลาเราเจอความทุกข์ เจอความผิดหวังทั้งหลาย ชีวิตมีปัญหามากมาย เราก็จะรู้ว่าปัญหาทั้งหลายมันมาแล้วก็ไป ไม่หมดหรอก ส่วนความทุกข์ในใจเรามันก็ของชั่วคราว
ลองสำรวจใจตัวเอง แต่ละคนผ่านความทุกข์มามากมายแล้วล่ะ บางคนลูกตาย นี่ลูกตายในโลกนี้ทุกข์สาหัสเลยนะ ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งเลยถ้าลูกตาย…ทุกข์เยอะ พ่อแม่ตายนี่ทุกข์น้อย เพราะเราเห็นว่าสมควรตายนะ อยู่มานานแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาคนแก่จะตาย ถ้าคู่ของเราตายนี่มันก็อาการหนักหน่อย แต่ถ้าลูกตายเนี่ยหนักสุดๆ เลย เพราะเรานึกไม่ถึง…เราไม่เคยคิดเลยว่าเด็กจะต้องตายก่อนเรา แล้วเราไม่กล้าคิดด้วย เรากล้าคิดไหมว่าลูกจะตายก่อนเรา แค่คิดยังไม่กล้าคิดเลยนะ กลัวเป็นอัปมงคล…กลัวอย่างนั้น นี่พอสถานการณ์จริงมันเกิดขึ้น ใจเราจะเรายอมรับความจริงไม่ได้ เพราะเรายอมรับความจริงไม่ได้มาตั้งแต่ต้นแล้วว่าลูกจะตายก่อนเรา ฉะนั้นเวลาลูกตายจริงๆ บางคนเพี้ยนเลยนะบางคน โอ๊ย…หงอยเป็นโรคซึมเศร้าเป็นโรคจิตไป เพราะยอมรับความจริงไม่ได้
แต่ถ้าเราภาวนาเรื่อยๆ จะเห็นนะ ความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว ความสมหวัง ความผิดหวังอะไรนี่ก็ของชั่วคราวทั้งหมดแหละ ทุกสิ่งในชีวิตเราที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราเป็นของชั่วคราวทั้งหมด ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าดีหรือชั่ว กระทั่งจิตใจเราถ้าฝึกได้ดีแล้วจะเห็นว่า ‘กระทั่งจิตเราก็เป็นของชั่วคราว’ ไม่มีอะไรเลยที่เกิดขึ้นมาแล้วยั่งยืน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกระทั่งจิตใจของเราเอง…เกิดแล้วดับทั้งสิ้น ถ้าเห็นตรงนี้เราก็รู้ว่า…ตัวเราไม่มี
แล้วความทุกข์มันเกิดเพราะเราเข้าไปยึดถือ ตัวเราไม่มี เราอยากให้มันมี…เรายึดมัน ก็ทุกข์นะ ความสุขผ่านมาอยากให้มันอยู่ถาวร…เราก็ทุกข์ ปัญหาชีวิตผ่านเข้ามาอยากให้มันไม่มีปัญหา…มันก็ทุกข์ การต้องพลัดพรากจากคนที่รักจากสิ่งที่รักนะ…ก็เป็นทุกข์
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
18 พฤษภาคม 2568
ณ บ้านจิตสบาย
©มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิปเต็ม: https://youtu.be/QQ2RotsEuaQ?si=tL9bM7EP_hRxhwUd
หรือติดตามได้ที่: https://jitsabuy.com/articles/pramote/
#เรียนรู้ทุกข์จนยอมรับความจริง #ทุกข์อยู่ที่กายที่ใจ #ให้รู้ทุกข์ #ละเหตุแห่งทุกข์ #หลวงปู่ปราโมทย์ #หลวงปู่ปราโมทย์ปาโมชฺโช #หลวงพ่อปราโมทย์ #หลวงพ่อปราโมทย์ปาโมชฺโช #ดับทุกข์ #เหตุแห่งทุกข์ #หนีความจริง #อยากก็เป็นทุกข์ #เรียนรู้ความจริงของร่างกาย #เรียนรู้ความจริงจิตใจ #ความอยาก #อยากของที่ไม่มี #มีแล้วมันก็ไม่อยาก #จิตเราก็เป็นของชั่วคราว #ของชั่วคราว #ไม่ยั่งยืน #ทุกอย่างเกิดแล้วดับ #เกิดแล้วดับ #สมุทัย #ตัณหา #ไปยึดถือ #ตัวเราไม่มี #บ้านจิตสบาย